ReadyPlanet.com
dot dot
dot
น้ำผึ้ง, เกสรดอกไม้ และรอยัลเยลลี
dot
bulletHoney100% น้ำผึ้ง
bulletBee Pollen เกสรดอกไม้
bulletIntegrated RJ รอยัลเยลลีผสม
bulletRoyal Jelly (นมผึ้งสด)
bulletRoyal Jelly Capsule(ชนิดแห้ง)
bulletPropolis พรอพอลิส
bulletสบู่นมผึ้ง
dot
สาระน่ารู้ ผลิตภัณฑ์ตราฮันนี่เวิลด์
dot
bulletภาพรวมสินค้าตราHoneyWorld
bulletบูธจำหน่ายสินค้า
bulletความรู้เรื่องนมผึ้ง
bulletRoyal Jelly คุณประโยชน์
bulletประโยชน์ของนมผึ้ง เกสรผึ้ง
bulletประกันคุณภาพสินค้าโดย
bulletใบอนุญาตผลิตอาหาร
dot
สินค้าหมวดกระเป๋าสัมมนา
dot
bulletภาพรวมกระเป๋าสัมมนาพลาสติก
bullet31-49กระเป๋าสัมมนา
bulletกระเป๋าA3
bulletกระเป๋าเขียนแบบA2
dot
หมวดแฟ้มบรรจุเอกสาร
dot
bulletภาพรวมแฟ้ม
bullet 32-02eye lock 2 ห่วงเหล็ก
bullet32-25 แฟ้มโชว์เอกสารA4
bullet32- 49 แฟ้ม2ปีก พร้อมยางยืด
bullet32-51 แฟ้มปีก2ข้าง
bullet32-56 แฟ้มซองฝาปิดกระดุม
bullet32-67 แฟ้ม2ห่วงเหล็ก
bullet32-70 แฟ้มคลิ๊ปโยก
bullet32-72 แฟ้มซอง ขนาดA4
bullet32-74 แฟ้มแผ่นบางปีก2ข้าง
bullet32-75 แฟ้มเจาะเปิดข้าง
bullet32-79 แฟ้มคลิ๊ปลอค
bulletแฟ้มกระดาษปกแข็ง
bullet แฟ้มซองผูกเชือก
bulletแฟ้มปีก2ข้าง วัสดุกระดาษ
bulletแฟ้มผูกเชือก
bulletสันรูดแฟ้ม
dot
หมวดสินค้าฟรีเมี่ยม
dot
bulletภาพรวมกล่องใส่ของขวัญ
bulletกล่องดินสอ
bulletแฟ้มใส่นามบัตร
bulletAlbum
bulletแฟ้มใส่ซีดี
bulletOrganizerขนาด A4 และ A5
bulletพัดพลาสติก กระดาษ
dot
ปากกา
dot
bulletภาพรวมปากกา
bulletปากกาลูกลื่นพลาสติก
bulletปากกาลูกลื่น
bulletปากกาเลเซอร์
dot
งานพีวีซี
dot
bulletพีวีซีพรีเมี่ยม
bulletแฟ้มกระดาษปกแข็งหุ้มพีวีซี
bulletซองพีวีซี
dot
ส่องความคิด
dot
bulletให้พลังใจตัวเอง
bulletคุณ กำ อะไรอยู่?
bulletทำอย่างไรจะไม่แก่และอายุยืน
bulletEnjoy your Child
bulletลินคอลน์ เคนเนดี้แปลกแต่จริง
bullet3 ช่วงของชีวิต
bulletมุมมองต่างชาติกับการทำงานไทย
bulletหมื่นตาหรือจะกล้าสู้ไร้ตาได้
bulletHAVE YOU SMILE TODAY
dot
ประกาศรับสมัครงาน
dot
bulletรับสมัครงาน
dot
NEW LETTER

dot




ทำอย่างไรจะไม่แก่และอายุยืน

            ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่  และอายุยืนโดย ผศ.ดร .พสุ  เดชะรินทร์     pasu@acc.chula.ac.th 

            คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า  รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้ สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัมให้พลังงาน 450 แคลอรี่  จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน 60 นาที จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด ฉะนั้นถ้า กินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆ ก็มาก ทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร ฉะนั้น การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน  

                  การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่าน ต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี

1.        ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น  ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆ ทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น
 2.   ร่นเวลากินอาหารเย็น
เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น  5 โมงเย็น  4 โมงเย็น  3 โมงเย็น ฯลฯ
 3.  กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น
ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที  ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว
 4.  กินมังสะวิรัตมื้อเย็น
การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ  ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไตกำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน

                         ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไตจะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน 
             

2.  โรค Attention Deficit  Trait
       
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที ่ชอบทำงานในลักษณะของMultitaskingหรือไม่ครับ ?คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ  อย่างไปในขณะเดียวกันเช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์  ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้องพร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน  หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุมก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูลและตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
        ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่ามีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน  สามารถทำงานได้ออกมาเยอะและดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
        แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ  ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้นกลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน  ที่เราเรียก Attention  Deficit Trait หรือ ADT  โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ  ในที่ทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้นทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน  จะต้องตื่นตัวตลอดเวลาไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่าเป็นโรคนี้หรือไม่?

ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ
Why Smart  People Underperform
เขียนโดย Edward M.  Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit  Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และโรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย  โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียนเรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น

ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่าในช่วงหลังๆ  
เริ่มมี ผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น  แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง ที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention  Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้นเนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม  แต่ ADT นั้น  จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก


ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น  มักจะมีอาการสมาธิสั้นไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ  ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทนมีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลา

โรค ADT นี้มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วนหรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆและท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ  
จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน  หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้นเราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ  ที่กำลังความสามารถและเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา    ดังนั้นเมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลาพยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว

การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ  กันและขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกันบุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวายดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น?ง่ายๆ  
ก็คือทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด  วิเคราะห์และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง  จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลงการที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ  เพิ่มมากขึ้นความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลงอีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น

โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงานที่ต้องการความรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น  สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆมากขึ้นกว่าเดิม  วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน

ก็ ็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน  ดังนั้นผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า )

ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด  ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม " ปิดประตู" เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว  ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง


***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหมครับผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับเพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ  ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน (เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)***

3.  ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง

                เมื่อเร็วๆ  นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง  ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ  เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มาแถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล ้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย  ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้เพราะต้องอยู่แต่  ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะพฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก  มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้อาจจะ  เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกันท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้วไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน  กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มีพอทำอย่างนี้ไปนานๆ   เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย   โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง  ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์  เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์  กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์  ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษแล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่  ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด

เลือดเราจะข้นหนืด  ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ  ของร่างกายหัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน  ต้องทำบายพาสกันวุ่นวายความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์  เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอเส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง


จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน  ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี.เลือดก็ข้นหนืด  เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้   และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน   รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย

เมื่อไปหาหมอหมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน   มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส  ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใสแต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน  ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้  น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน  เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใสแค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก  ยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเราดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้   ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก    
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้งไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้  ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีกเลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก
และลองพิจารณาดูครับว่าเลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้นจะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด

ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน  ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่  เราทานเข้าไปไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม  ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่างกายเราทั้งหมดหรือ  ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่  การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆ หยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้นไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป  ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้
ดื่มน้ำน้อยมาก  เลือดคงจะข้นหนืดผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตก  และไม่ได้รับการผสมพันธุ์เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่าเมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง  เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
 
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1.  ไต  ขับออกมาทางปัสสาวะ
2.  ลำไส้ใหญ่    ขับออกมาทางอุจจาระ
3.  ปอด  ขับออกมาทางลมหายใจ
4.  ผิวหนัง   ขับออกมาทางเหงื่อ
5.  รอบเดือน  ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้  เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝีริดสีดวง
สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น  ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา  ก็ ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้วมันเป็นสัญญาณเตือนภัย  ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา  ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออกเพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา  หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไปแต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ  เหมือนรุกใต้ดิน  โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร  จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...

4.  เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง-เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรคApoplexy
                เพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้  เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร  เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง

เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ หลังจากนั้น  ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล   แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน6โมงเย็น

ถ้าหากเพื่อนๆรูจักวินิจฉัยอาการโรคป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย   แต่ก็อาจเป็นอัมพฤตหรืออัมพาด


แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่าหากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน3ชม.ก็จะมีโอกาสรอด
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ  สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง

วิธีวินิจฉัยอาการ
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ  โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้

S:   (smile)ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T:   (talk)ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์
เช่น  วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R:   (raise)ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง


อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง  ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย!!!
 
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์  ส่งร.พ.โดยด่วน
โปรดส่งข้อความนี้ให้เพื่อนๆเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.